✨ รู้ลึกเรื่องคอลลาเจนและวิธีอ่านฉลากโภชนาการ อ้างอิงงานวิจัยระดับสากล

คนออกกำลังกายและนักวิ่ง ควรกินคอลลาเจน “ก่อนหรือหลังออกกำลังกาย” เปิดความลับเวชศาสตร์การกีฬาที่ช่วยซ่อมแซมเส้นเอ็นและข้อเข่าได้เร็วขึ้น 2 เท่า!

สำหรับคนที่รักการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งมาราธอน สายเวทเทรนนิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิก เรามักคุ้นชินกับกฎของการดื่ม "เวย์โปรตีน" ว่าต้องดื่มหลังออกกำลังกายทันทีเพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อ จนทำให้หลายคนนำกฎเดียวกันนี้มาใช้กับการดื่มคอลลาเจนและเกิดคำถามว่า “ถ้าต้องการบำรุงข้อเข่าที่รับแรงกระแทกและฟื้นฟูเส้นเอ็นไม่ให้บาดเจ็บ เราควรดื่มคอลลาเจนก่อนออกกำลังกาย หรือหลังออกกำลังกายกันแน่?” ในทางสรีรวิทยาเวชศาสตร์การกีฬา คำตอบอาจทำให้คุณประหลาดใจค่ะ! เพราะกระดูกอ่อนข้อเข่าและเส้นเอ็นมีระบบการรับสารอาหารที่ต่างจากกล้ามเนื้อโดยสิ้นเชิง งานวิจัยระดับโลกของ Dr. Keith Baar และคณะ (Shaw et al., 2017) ค้นพบว่า การดื่มคอลลาเจนควบคู่กับวิตามินซี “ก่อนออกกำลังกาย 30–60 นาที” ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในเส้นเอ็นและข้อต่อได้เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับการดื่มในเวลาอื่น บทความนี้จะพาคุณไปผ่ากลไกฟองน้ำปั๊มสารอาหารของข้อเข่า พร้อมจัดตารางการดื่มสำหรับสายฟิตเนสอย่างละเอียดค่ะ

รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ Guru Collagen อ้างอิงงานวิจัยโภชนาการทางการกีฬาและสรีรวิทยาเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Sports Nutrition & Tendon/Cartilage Biomechanics Research)
อ้างอิงข้อมูลงานวิจัย
สรุปประเด็นสำคัญใน 1 นาที (Key Takeaways)
  • ✓
    เส้นเอ็นและกระดูกอ่อนดูดซับอาหารเหมือน “ฟองน้ำที่ถูกบีบคลาย” : ต่างจากกล้ามเนื้อที่มีเลือดไปเลี้ยงเยอะ เส้นเอ็นและกระดูกอ่อนข้อเข่าแทบไม่มีหลอดเลือด แต่จะสูบฉีดสารอาหารเข้าไปได้เฉพาะจังหวะที่มีการขยับบีบและคลายตัวขณะกำลังออกกำลังกายเท่านั้น
  • ✓
    เวลาทองอันดับ 1 ของนักวิ่งคือ “ก่อนออกกำลังกาย 30–60 นาที” : การดื่มคอลลาเจนไดเปปไทด์ + วิตามินซี ก่อนเริ่มวิ่งหรือเล่นเวท 30–60 นาที จะทำให้ระดับคู่เปปไทด์ Pro-Hyp พุ่งสูงสุดในเลือดตรงกับจังหวะที่ข้อเข่าและเส้นเอ็นกำลังขยับสูบฉีดน้ำไขข้อพอดี จึงดึงคอลลาเจนเข้าไปซ่อมแซมได้ถึง 2 เท่า
  • ✓
    แยกเวลากับเวย์โปรตีน : ดื่ม คอลลาเจนก่อนออกกำลังกาย เพื่อปกป้องและซ่อมข้อเข่า/เส้นเอ็น และดื่ม เวย์โปรตีนหลังออกกำลังกาย เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ จะช่วยไม่ให้โปรตีนทั้งสองชนิดแย่งท่อดูดซึมกัน
ส่วนที่ 1 • สรีรวิทยาของเส้นเอ็นและกระดูกอ่อนข้อเข่าขณะออกกำลังกาย

ทำไมคอลลาเจนต้องกิน “ก่อนออกกำลังกาย” แต่เวย์โปรตีนกิน “หลังออกกำลังกาย”? เข้าใจกลไก Sponge Effect

หลายคนสงสัยว่าทำไมนักโภชนาการการกีฬาโอลิมปิกจึงแยกตารางการกินคอลลาเจนและเวย์โปรตีนออกจากกัน คำตอบอยู่ที่โครงสร้างทางกายวิภาคของ “เนื้อเยื่อสีขาว (White Tissues : กระดูกอ่อน เส้นเอ็น พังผืด)” ที่แตกต่างจาก “เนื้อเยื่อสีแดง (Red Tissues : กล้ามเนื้อ)” ใน 4 มิติสำคัญดังนี้ค่ะ :

• 1. กระดูกอ่อนข้อเข่าและเส้นเอ็นมีหลอดเลือดไปเลี้ยงน้อยมาก (Hypovascular & Avascular Tissues) : นั่งเฉยๆ อาหารเข้าไม่ถึง
กล้ามเนื้อมีสีแดงเพราะเต็มไปด้วยหลอดเลือดฝอย เมื่อเราพักหลังออกกำลังกาย เลือดก็ยังไหลเวียนนำเวย์โปรตีนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้สบายๆ แต่กระดูกอ่อนผิวข้อเข่า (Articular Cartilage) ไม่มีหลอดเลือดเลย และเส้นเอ็น (Tendons/Ligaments) มีเลือดไปเลี้ยงน้อยมาก หากคุณดื่มคอลลาเจนหลังออกกำลังกายแล้วนั่งพักเฉยๆ สารอาหารจะซึมเข้าไปในข้อเข่าและเส้นเอ็นได้ช้ากว่าตอนขยับตัวค่ะ

• 2. กลไกฟองน้ำปั๊มน้ำหล่อเลี้ยงข้อขณะเคลื่อนไหว (Mechanical Sponge Pumping) : ขยับ = ดูดซับคอลลาเจน
กระดูกอ่อนข้อเข่าและเส้นเอ็นรับสารอาหารด้วยกลไกเดียวกับ "ฟองน้ำล้างจาน" ค่ะ เมื่อคุณก้าวเท้าวิ่งหรือย่อเข่า แรงกดจะบีบน้ำเก่าออกจากกระดูกอ่อนและเส้นเอ็น และจังหวะที่คุณยกเท้าลอยขึ้น ฟองน้ำกระดูกอ่อนจะขยายตัวและ **"ดูดซับน้ำไขข้อที่มีสารอาหารจากกระแสเลือดเข้าไปข้างในทันที"** ดังนั้นหากมีคู่เปปไทด์ Pro-Hyp และวิตามินซีลอยรออยู่ในเลือดสูงสุดในจังหวะที่คุณกำลังออกกำลังกาย ฟองน้ำข้อเข่าก็จะสูบคอลลาเจนเข้าไปซ่อมแซมตัวเองได้เต็ม 100%!

• 3. แรงดึงเชิงกลปลุกเซลล์สร้างเส้นเอ็น (Mechanotransduction in Tenocytes) : ส่งสัญญาณ ซ่อมแซมจุดที่รับแรง
ขณะที่คุณกำลังวิ่งหรือยกเวท แรงดึงที่กระทำต่อเอ็นร้อยหวายและเอ็นลูกสะบ้าจะกระตุ้นเซลล์สร้างเส้นเอ็น (Tenocytes) และเซลล์กระดูกอ่อน (Chondrocytes) ให้เปิดประตูรับกรดอะมิโน Glycine, Proline และ Hydroxyproline ไปถักทอเป็นเส้นใยคอลลาเจนตรงจุดที่กำลังรับน้ำหนักโดยตรง

• 4. คอลลาเจนไดเปปไทด์ (~200 Da) ไม่ทำให้จุกเสียดท้องขณะวิ่ง : ดูดซึมไวใน 15–30 นาที
หากคุณดื่มนมหรือเวย์โปรตีนก่อนไปวิ่งแค่ 30 นาที คุณจะเกิดอาการจุกเสียดท้องอย่างรุนแรงเพราะนมย่อยช้า แต่คอลลาเจนไดเปปไทด์ละลายในน้ำใสเหมือนน้ำเปล่าและไหลผ่านกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็กหมดภายใน 15–30 นาที จึงดื่มก่อนออกกำลังกายได้อย่างสบายท้อง ไม่จุก และพร้อมออกฤทธิ์ทันทีที่ก้าวขาวิ่งค่ะ

🧪
ข้อมูลอ้างอิงจาก American Journal of Clinical Nutrition (Shaw et al., 2017)

"การรับประทานโปรตีนคอลลาเจนควบคู่กับวิตามินซีเป็นเวลา 1 ชั่วโมงก่อนการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกเป็นจังหวะ ส่งผลให้ระดับกรดอะมิโน Glycine, Proline และ Hydroxyproline ในเลือดพุ่งสูงสุดตรงกับช่วงเวลาออกกำลังกาย และช่วยเพิ่มอัตราการสังเคราะห์คอลลาเจนใหม่ (PINP) ได้สูงขึ้นถึง 2 เท่า"

ส่วนที่ 2 • โปรโตคอลการดื่มคอลลาเจนสำหรับคนออกกำลังกาย

3 ขั้นตอนปฏิบัติตามงานวิจัย : ดื่มคอลลาเจนอย่างไรให้ข้อเข่าและเส้นเอ็นแข็งแรง ทนแรงกระแทกสูงสุด?

คุณสามารถนำโปรโตคอลจากงานวิจัยของ Dr. Keith Baar (นักสรีรวิทยาการกีฬาระดับโลกที่ดูแลนักกีฬาโอลิมปิกและ NBA) มาปรับใช้กับการออกกำลังกายของคุณได้ผ่าน 3 ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ค่ะ :

01

ขั้นที่ 1 : ก่อนออกกำลังกาย 30–45 นาที — ดื่มคอลลาเจนไดเปปไทด์ + วิตามินซี 1–2 ซอง (5,000–10,000 มก.)

ชงคอลลาเจนไดเปปไทด์ (~200 Da) สูตรที่ผสานวิตามินซีธรรมชาติและคอลลาเจน Type 2 ดื่มกับน้ำเย็น 200 มล. ก่อนเริ่มวอร์มอัป 30–45 นาที เนื่องจากไดเปปไทด์มีโมเลกุลเล็กกว่าเจลาตินที่ใช้ในงานวิจัยเดิมมาก จึงใช้เวลาเพียง 30–45 นาทีในการไต่ระดับความเข้มข้นของคู่เปปไทด์ Pro-Hyp ในกระแสเลือดให้ถึงจุดสูงสุด (Peak Cmax)

02

ขั้นที่ 2 : ขณะออกกำลังกาย — ขยับข้อต่อและกล้ามเนื้อเพื่อปั๊ม Pro-Hyp เข้าสู่กระดูกอ่อนและเส้นเอ็น

เมื่อคุณเริ่มวิ่ง กระโดดเชือก ปั่นจักรยาน หรือเล่นเวทเทรนนิ่ง แรงบีบคลายที่ข้อเข่าและข้อเท้าจะทำหน้าที่เป็นปั๊มธรรมชาติ สูบฉีดคู่เปปไทด์ Pro-Hyp และวิตามินซีจากกระแสเลือดเข้าไปในน้ำหล่อเลี้ยงข้อ (Synovial Fluid) และเนื้อเยื่อเส้นเอ็น เพื่อกระตุ้นเซลล์ Chondrocytes ให้สร้างกระดูกอ่อนใหม่ทันที

03

ขั้นที่ 3 : หลังออกกำลังกาย / หรือก่อนนอน — ทานมื้ออาหารโปรตีนสร้างกล้ามเนื้อ และฟื้นฟูอาการปวดระบม (DOMS)

หลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้ว คุณสามารถดื่มเวย์โปรตีนหรือทานอาหารมื้อหลักเพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อได้ตามปกติโดยไม่แย่งการดูดซึมกับคอลลาเจน และหากวันไหนซ้อมหนักมาก สามารถดื่มคอลลาเจนไดเปปไทด์เพิ่มอีก 1 ซองก่อนนอน เพื่อช่วยลดอาการปวดระบมกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย (DOMS) และซ่อมแซมผิวที่โดนแดดค่ะ

ส่วนที่ 3 • ตารางเปรียบเทียบเวลาดื่มสำหรับสายออกกำลังกาย

ตารางเปรียบเทียบ : ดื่มคอลลาเจน “ก่อนออกกำลังกาย” vs “หลังออกกำลังกาย” ต่างกันอย่างไร?

เปรียบเทียบข้อดีและกลไกการทำงานของการดื่มคอลลาเจนไดเปปไทด์ในแต่ละช่วงเวลาสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำค่ะ :

เกณฑ์เปรียบเทียบ ดื่มก่อนออกกำลังกาย 30–60 นาที (Pre-Workout) ดื่มหลังออกกำลังกาย / ก่อนนอน (Post-Workout / Bedtime)
การส่งสารอาหารเข้าสู่ข้อเข่าและเส้นเอ็น สูงสุด 100% (ระดับ Pro-Hyp ในเลือดพีคตรงกับจังหวะข้อขยับปั๊มน้ำ) ปานกลาง (เนื่องจากหยุดขยับข้อแล้ว การปั๊มน้ำไขข้อจึงลดลง)
อัตราการสร้างคอลลาเจนเอ็นและกระดูกอ่อน เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตามงานวิจัยคลินิก (Shaw et al., 2017) ช่วยซ่อมแซมตามกระบวนการฟื้นฟูทั่วไปขณะหลับ
การชนกันกับมื้อเวย์โปรตีนหลังเล่นเวท ไม่ชนกันเลย (คอลลาเจนดูดซึมเสร็จไปก่อนเริ่มเล่นเวทแล้ว) หากดื่มพร้อมเวย์โปรตีนทันทีหลังเล่น จะแย่งท่อดูดซึม PEPT1 กัน
การลดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อ (DOMS) ช่วยปกป้องพังผืดหุ้มกล้ามเนื้อ (Fascia) ลดการบาดเจ็บ ช่วยฟื้นฟูอาการปวดระบมและช่วยให้หลับลึกซ่อมแซมร่างกาย
คำแนะนำสำหรับนักวิ่งและสายฟิตเนส ✅ แนะนำเป็นอันดับ 1 ในวันที่ออกกำลังกายหรือวิ่งซ้อม เหมาะสำหรับวันพักซ้อม (Rest Day) หรือดื่มเป็นซองที่ 2 ก่อนนอน
ส่วนที่ 4 • 4 ประโยชน์ของคอลลาเจนต่อนักวิ่งและคนออกกำลังกาย

เปิด 4 งานวิจัยเวชศาสตร์การกีฬา : ทำไมนักวิ่งและคนเล่นเวทต้องดูแล “โครงสร้างคอลลาเจน” ไม่แพ้กล้ามเนื้อ?

นักกีฬาจำนวนมากมีกล้ามเนื้อต้นขาที่แข็งแรงมาก แต่กลับต้องหยุดวิ่งเพราะอาการบาดเจ็บที่ "หัวเข่า เอ็นร้อยหวาย หรือรองช้ำ" ซึ่งงานวิจัยทางเวชศาสตร์การกีฬายืนยันประโยชน์ของคอลลาเจนเปปไทด์ไว้ใน 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ค่ะ :

1. ลดอาการปวดหัวเข่าในนักกีฬา (Activity-Related Knee Pain) ได้อย่างมีนัยสำคัญ :
การศึกษาทางคลินิกที่โด่งดังของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สเตท (Clark et al., 2008) และงานวิจัยของ Zdzieblik et al. (2017) ในนักกีฬาที่มีอาการปวดเข่าจากการวิ่งและกระโดด พบว่า การรับประทานคอลลาเจนเปปไทด์ต่อเนื่อง 12–24 สัปดาห์ ช่วยลดอาการปวดเสียวหัวเข่าขณะวิ่งและขณะเดินขึ้นลงบันไดได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก

2. เพิ่มความแข็งแรงให้เอ็นร้อยหวายและข้อเท้า ลดความเสี่ยงข้อเท้าพลิกเรื้อรัง :
งานวิจัยของ Praet et al. (2019) และ Dressler et al. (2018) ในกลุ่มนักวิ่งที่มีอาการเจ็บเอ็นร้อยหวาย (Achilles Tendinopathy) และผู้ที่ข้อเท้าไม่มั่นคง พบว่าการเสริมคอลลาเจนเปปไทด์ควบคู่กับการกายภาพบำบัด “ช่วยให้โครงสร้างเส้นใยคอลลาเจนในเส้นเอ็นเรียงตัวแน่นขึ้น” ทำให้นักวิ่งกลับมาซ้อมวิ่งได้เร็วขึ้นและลดโอกาสบาดเจ็บซ้ำ

3. ลดอาการปวดระบมกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายหนัก (DOMS) และฟื้นตัวไวขึ้น 48 ชั่วโมง :
รอบๆ มัดกล้ามเนื้อของเรามีเยื่อหุ้มที่เรียกว่า "พังผืดกล้ามเนื้อ (endomysium & perimysium)" ซึ่งเป็นคอลลาเจนล้วนๆ งานวิจัยของ Clifford et al. (2019) พบว่า ผู้ที่ดื่มคอลลาเจนเปปไทด์มีอาการปวดตึงระบมหลังการออกกำลังกายหนักน้อยกว่า และสามารถกลับมากระโดดทำความสูงได้ฟื้นตัวเร็วกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ดื่ม

4. ปกป้องผิวหน้าของนักวิ่งกลางแจ้งจาก “ปรากฏการณ์หน้าแก่นักวิ่ง (Runner’s Face)” :
นักวิ่งที่ต้องซ้อมกลางแดดเป็นประจำมักเผชิญกับรังสี UV ที่ทำลายคอลลาเจน บวกกับแรงกระแทกและไขมันใบหน้าที่ลดลงจนทำให้แก้มตอบและริ้วรอยลึก (Runner’s Face) การดื่ม คอลลาเจนไดเปปไทด์ผสานวิตามินซีและเซราไมด์ จึงช่วยดูแลได้ครบทั้งข้อเข่าที่แข็งแรงและผิวหน้าที่ตึงกระชับไม่เหี่ยวโทรมค่ะ

ส่วนที่ 5 • เคล็ดลับเลือกคอลลาเจนสำหรับสายสปอร์ต

3 เทคนิคเลือกคอลลาเจนสำหรับคนออกกำลังกาย : เลือกสูตรไหนให้ได้ครบทั้งข้อต่อและผิวสวย?

เพื่อให้การดื่มคอลลาเจนก่อนออกกำลังกายของคุณให้ผลลัพธ์สูงสุดตามงานวิจัย แนะนำให้คัดเลือกผลิตภัณฑ์ตาม 3 เกณฑ์สำคัญ ดังนี้ค่ะ :

เทคนิคปฏิบัติ • ข้อที่ 1 ต้องมีทั้ง “Collagen Dipeptide (Type 1 & 3)” และ “Collagen Type 2” ในซองเดียว :

เส้นเอ็น พังผืด และมวลกระดูกต้องการคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 ส่วนกระดูกอ่อนผิวข้อเข่าต้องการคอลลาเจนชนิดที่ 2 (Type II) การเลือกสูตรที่รวมคอลลาเจนทั้งสองกลุ่มนี้ไว้ด้วยกัน จะช่วยปกป้องทั้งเส้นเอ็นและกระดูกอ่อนข้อเข่าได้ครบทุกส่วนค่ะ

เทคนิคปฏิบัติ • ข้อที่ 2 ต้องมี “วิตามินซี” ผสมมาให้พร้อมอย่างน้อย 50–100 มก. ตามโปรโตคอลงานวิจัย :

ในการทดลองของ Dr. Keith Baar ที่ทำให้การสร้างคอลลาเจนเส้นเอ็นเพิ่มขึ้น 2 เท่า ปัจจัยชี้ขาดคือการมีวิตามินซีเข้าไปพร้อมกับคอลลาเจน ดังนั้นการเลือกคอลลาเจนไดเปปไทด์ที่ผสานวิตามินซีธรรมชาติ (Acerola Cherry) มาในซองเดียว จึงช่วยให้คุณฉีกซองชงดื่มก่อนไปวิ่งได้ทันทีโดยไม่ต้องพกวิตามินซีแยกอีกกระปุกค่ะ

เทคนิคปฏิบัติ • ข้อที่ 3 เลือกสูตรละลายน้ำเย็นไวและเป็น Sugar 0% เพื่อไม่ให้อินซูลินแกว่งขณะออกกำลังกาย :

การดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงก่อนออกกำลังกาย 30–45 นาที อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลตกกลางคันขณะวิ่ง (Reactive Hypoglycemia) ทำให้หมดแรงและหน้ามืดได้ จึงต้องเลือกคอลลาเจนสูตร ปราศจากน้ำตาล (Sugar 0% / GI=0) ที่ให้พลังงานสะอาดและช่วยให้ร่างกายดึงไขมันมาเผาผลาญขณะออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ค่ะ

ส่วนที่ 6 • สรุปสาระสำคัญสำหรับผู้บริโภค

บทสรุปส่งท้าย : ดื่มคอลลาเจนไดเปปไทด์ก่อนออกกำลังกาย 30–60 นาที เกราะป้องกันข้อเข่าและเส้นเอ็นของคนรักสุขภาพ

SPORTS & JOINT COLLAGEN TIMING SHEET

สรุปคำตอบ : กินคอลลาเจนก่อนหรือหลังออกกำลังกายดีกว่ากัน?

✓ อิงหลักวิทยาศาสตร์เซลล์
เวลาที่ดีที่สุด (วันออกกำลังกาย) :
ดื่มก่อนออกกำลังกาย 30–60 นาที เพื่อให้ข้อเข่าและเส้นเอ็นสูบฉีด Pro-Hyp เข้าไปซ่อมแซมขณะขยับตัว
ผลลัพธ์จากงานวิจัยคลินิก :
เพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนใหม่ในเส้นเอ็นและกระดูกอ่อนได้ถึง 2 เท่า และลดอาการปวดเข่าจากการวิ่ง
การจัดตารางคู่กับเวย์โปรตีน :
ดื่มคอลลาเจนไดเปปไทด์ Sugar 0% ก่อนออกกำลังกาย และดื่มเวย์โปรตีนหลังออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ
ข้อสรุปส่งท้าย : การมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์แบบต้องอาศัยทั้งกล้ามเนื้อที่ทรงพลังและข้อต่อเส้นเอ็นที่ยืดหยุ่นไร้การบาดเจ็บ เพียงคุณปรับเวลามาดื่ม คอลลาเจนไดเปปไทด์ขนาด ~200 ดาลตัน สูตร Sugar 0% ที่ผสานคอลลาเจน Type 2 และวิตามินซีธรรมชาติ ก่อนออกกำลังกาย 30–60 นาทีในวันที่ซ้อม และดื่มตอนตื่นนอนเช้าหรือก่อนนอนในวันพัก ร่างกายของคุณจะได้รับเกราะปกป้องข้อเข่าและเส้นเอ็นอย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมผิวพรรณที่สดใสไม่โทรมแม้จะออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นประจำค่ะ

📚 แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิง (Scientific References) :

  1. Shaw, G., Lee-Barthel, A., Ross, M. L., Wang, B., & Baar, K. (2017) : Vitamin C–enriched gelatin supplementation before intermittent activity augments collagen synthesis. The American Journal of Clinical Nutrition, 105(1), 136-143.
  2. Clark, K. L., et al. (2008) : 24-Week study on the use of collagen hydrolysate as a dietary supplement in athletes with activity-related joint pain. Current Medical Research and Opinion, 24(5), 1485-1496.
  3. Clifford, T., et al. (2019) : The effects of collagen peptides on muscle damage, inflammation and bone turnover following exercise: a randomized, controlled trial. Amino Acids, 51(4), 691-704.
Scroll to Top