✨ รู้ลึกเรื่องคอลลาเจนและวิธีอ่านฉลากโภชนาการ อ้างอิงงานวิจัยระดับสากล

กินคอลลาเจนวันละกี่มิลลิกรัมถึงเห็นผลจริง? เปิดสูตรคำนวณโดส “บำรุงผิวใส vs แก้ปวดข้อเข่า” ตามเกณฑ์งานวิจัยคลินิก

เวลาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คอลลาเจนในท้องตลาด เราจะเห็นตัวเลขปริมาณมิลลิกรัมที่หลากหลายมาก ตั้งแต่แบบแคปซูลเม็ดละ 500 มก. เครื่องดื่มผสมคอลลาเจนขวดละ 1,000 มก. ไปจนถึงแบบผงชงซองละ 5,000–10,000 มก. จนทำให้ผู้บริโภคสับสนว่า “ตกลงแล้วร่างกายของเราต้องการคอลลาเจนวันละกี่มิลลิกรัมกันแน่ กินน้อยไปเห็นผลไหม และถ้ากินวันละ 10,000 มก. จะมากเกินไปหรือเปล่า?” ในทางเภสัชจลนศาสตร์คลินิก การที่คู่เปปไทด์ Pro-Hyp จะไปกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ในผิวหนังและเซลล์คอนโดรไซต์ในข้อเข่าให้ตื่นตัวได้ ต้องมีความเข้มข้นในกระแสเลือดถึง "เกณฑ์ขั้นต่ำของการออกฤทธิ์ (Minimum Effective Dose)" ค่ะ งานวิจัยระดับโลกยืนยันตรงกันว่า ปริมาณคอลลาเจนไดเปปไทด์ที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจนและคุ้มค่าที่สุดสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ “5,000 ถึง 10,000 มิลลิกรัม (5–10 กรัม) ต่อวัน” โดยปรับตามช่วงอายุและความหนักของปัญหาผิวหรือข้อต่อ บทความนี้จะพาคุณมาคำนวณโดสที่แม่นยำสำหรับตัวเองเพื่อไม่ให้กินน้อยจนเสียเวลาฟรีค่ะ

รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ Guru Collagen อ้างอิงงานวิจัยการตอบสนองตามขนาดโดสทางคลินิกและตจวิทยา (Dose-Response Pharmacokinetics & Clinical Nutrition Research)
อ้างอิงข้อมูลงานวิจัย
สรุปประเด็นสำคัญใน 1 นาที (Key Takeaways)
  • ✓
    ทำไมกินแค่วันละ 500–1,000 มก. ถึงไม่ค่อยเห็นผล : ร่างกายสูญเสียคอลลาเจนตามธรรมชาติวันละหลายกรัม การกินเพียง 500–1,000 มก. ไม่สามารถสร้างระดับคู่เปปไทด์ Pro-Hyp ในเลือดให้สูงพอที่จะเปิดสวิตช์เซลล์ผิวได้ จึงควรทานอย่างน้อย 2,500–5,000 มก. ต่อวันขึ้นไป
  • ✓
    โดสมาตรฐานทองคำคือ 5,000 – 10,000 มก. ต่อวัน : สำหรับการดูแลผิวชุ่มชื้นและชะลอริ้วรอยทั่วไป โดส 5,000 มก./วัน (1 ซอง) เพียงพอและคุ้มค่าที่สุด ส่วนผู้ที่อายุ 35–40+ มีริ้วรอยลึก ผิวโทรมจัด หรือมีอาการปวดข้อเข่า แนะนำบูสต์ที่ 10,000 มก./วัน (แบ่งดื่มเช้า 1 ซอง และก่อนนอน 1 ซอง)
  • ✓
    เพดานการดูดซึมต่อมื้ออยู่ที่ประมาณ 10,000 มก. : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดเพดานคอลลาเจนไว้ที่ไม่เกิน 10,000 มก./วัน เพราะการทานเกินกว่านี้ในมื้อเดียว ท่อดูดซึม PEPT1 จะอิ่มตัวและร่างกายจะนำส่วนเกินไปเผาผลาญเป็นพลังงานทั่วไปแทน
ส่วนที่ 1 • วิทยาศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างขนาดโดสและผลลัพธ์ (Dose-Response)

ทำไม “ปริมาณมิลลิกรัมที่กิน” ถึงเป็นตัวตัดสินว่าผิวจะเด้งหรือเงียบกริบ? เข้าใจกลไก Dose-Dependent

หลายคนบ่นว่ากินคอลลาเจนมาตั้งหลายเดือนแล้วทำไมผิวและข้อเข่ายังเหมือนเดิม แต่พอขอดูฉลากผลิตภัณฑ์ที่ทานอยู่ กลับพบว่าเป็นแบบเม็ดที่มีคอลลาเจนเพียงเม็ดละ 500 มก. ในทางเภสัชวิทยาคลินิก ประสิทธิภาพของคอลลาเจนไดเปปไทด์ขึ้นอยู่กับ “หลักการตอบสนองตามขนาดโดส (Dose-Dependent Effect)” ใน 4 มิติหลักดังนี้ค่ะ :

• 1. การชดเชยอัตราการสลายตัวของคอลลาเจนรายวัน (Daily Collagen Turnover) : ร่างกายสูญเสีย 3,000–5,000 มก./วัน
ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป ร่างกายของมนุษย์จะสูญเสียคอลลาเจนในผิวหนัง กระดูก และข้อต่อลดลงปีละ 1.5% (หรือคิดเป็นการสลายตัวสุทธิวันละประมาณ 3–5 กรัม) หากคุณทานคอลลาเจนเข้าไปเพียงวันละ 500–1,000 มก. ก็เหมือนการตักน้ำแก้วเล็กๆ ไปเติมในโอ่งที่รั่วอยู่ตลอดเวลา ปริมาณที่เติมเข้าไปจึงไม่พอแม้แต่จะชดเชยส่วนที่เสียไปในแต่ละวันค่ะ

• 2. เกณฑ์ความเข้มข้นขั้นต่ำในเลือดเพื่อปลุกเซลล์ (Threshold Concentration in Plasma) : งานวิจัย Shigemura et al., 2014
ดร.ยาสึทากะ ชิเกมูระ ได้ทำการทดลองให้อาสาสมัครดื่มคอลลาเจนในโดสที่ต่างกัน แล้วเจาะเลือดตรวจระดับคู่เปปไทด์ Pro-Hyp พบว่า การดื่มที่ระดับ 5,000–10,000 มก. สร้างความเข้มข้นของ Pro-Hyp ในพลาสมาเลือดได้สูงถึงระดับไมโครโมลาร์ที่สามารถสั่งให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์แบ่งตัวและสร้างไฮยาลูรอนิกได้จริง ในขณะที่โดสต่ำเกินไปไม่สามารถกระตุ้นสวิตช์เซลล์ได้

• 3. การกระจายตัวไปเลี้ยงอวัยวะทั่วร่างกาย (Systemic Distribution Quota) : ผิวหนังต้องแบ่งปันกับ ข้อต่อและหลอดเลือด
เมื่อเราดื่มคอลลาเจนเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายไม่ได้ส่งไปที่ผิวหน้าเพียงจุดเดียวนะคะ แต่จะกระจายไปซ่อมแซมทั้งหลอดเลือด อวัยวะภายใน กระดูกอ่อนข้อเข่า เส้นเอ็น ผิวกาย รากผม และเล็บ ดังนั้นการรับประทานในโดสมาตรฐาน 5,000–10,000 มก. จึงทำให้มั่นใจได้ว่ามีปริมาณคอลลาเจนไดเปปไทด์เหลือเฟือไปถึงชั้นหนังแท้บนใบหน้าอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

• 4. ข้อได้เปรียบของ “คอลลาเจนไดเปปไทด์ (~200 Da)” ที่ใช้โดสคุ้มค่ากว่าเปปไทด์ทั่วไป : ดูดซึมเต็มร้อย High Bioavailability
หากเป็นคอลลาเจนเปปไทด์โมเลกุลใหญ่รุ่นเก่า (2,000–5,000 Da) คุณอาจต้องกินถึงวันละ 10,000–15,000 มก. เพื่อเผื่อส่วนที่ถูกน้ำย่อยทำลาย แต่สำหรับคอลลาเจนไดเปปไทด์เกรดพรีเมียมญี่ปุ่น (~200 Da) ที่ดูดซึมผ่านท่อ PEPT1 ได้ทันที การดื่มเพียงวันละ 5,000 มก. (1 ซอง) ก็ให้ปริมาณคู่รหัส Pro-Hyp ในเลือดสูงเทียบเท่าการกินคอลลาเจนทั่วไปในโดสสูงแล้วค่ะ

🧪
ข้อมูลอ้างอิงจากวารสาร Food Chemistry (Shigemura et al., 2014)

"ระดับความเข้มข้นของคอลลาเจนไดเปปไทด์ Pro-Hyp ในพลาสมาเลือดของมนุษย์เพิ่มขึ้นแปรผันตรงตามปริมาณโดสที่รับประทาน (Dose-dependent manner) โดยการรับประทานในขนาดตั้งแต่ 5 กรัม (5,000 มก.) ขึ้นไป ส่งผลให้ระดับเปปไทด์ออกฤทธิ์ในกระแสเลือดสูงถึงเกณฑ์ที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ผิวหนังได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ"

ส่วนที่ 2 • แบ่งระดับโดสตามเป้าหมายสุขภาพและความงาม

3 ระดับโดสมาตรฐานตามงานวิจัย : ปัญหาแบบคุณต้องกินคอลลาเจนวันละกี่มิลลิกรัม?

จากการรวบรวมงานวิจัยทางคลินิก (Systematic Review) ทั้งในด้านตจวิทยาผิวพรรณและออร์โธปิดิกส์ข้อต่อ เราสามารถแบ่งขนาดโดสของคอลลาเจนที่เหมาะสมออกเป็น 3 ระดับตามเป้าหมาย ดังนี้ค่ะ :

01

ระดับที่ 1 : โดส 2,500 – 5,000 มก./วัน (สำหรับวัย 20–30 ปี เน้นผิวชุ่มชื้น โกลว์ใส ป้องกันริ้วรอยเริ่มต้น)

สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงวัย 20 ปลายๆ ถึง 30 ต้นๆ ที่โครงสร้างผิวยังไม่เสียหายหนัก แต่ต้องการแก้ปัญหาผิวแห้งขาดน้ำจากห้องแอร์ รูขุมขนกว้าง แต่งหน้าไม่ติด และป้องกันริ้วรอยก่อนวัย การดื่มคอลลาเจนไดเปปไทด์ผสานวิตามินซีและเซราไมด์วันละ 5,000 มก. (วันละ 1 ซอง) เป็นโดสมาตรฐานที่เพียงพอและคุ้มค่าที่สุดในการล็อกผิวฉ่ำน้ำค่ะ

02

ระดับที่ 2 : โดส 5,000 – 10,000 มก./วัน (สำหรับวัย 35–50+ เน้นลดริ้วรอยร่องลึก ผิวหย่อนคล้อย และผมร่วง)

เมื่อเข้าสู่วัย 35–40 ปีขึ้นไป อัตราการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติจะลดลงไปแล้วกว่า 20–30% เริ่มมีร่องแก้ม ริ้วรอยหางตา ผิวหย่อนคล้อย เล็บเปราะ และผมร่วง แนะนำให้ทานในโดส 5,000–10,000 มก. ต่อวัน (โดยเฉพาะในช่วง 1–2 เดือนแรกอาจบูสต์วันละ 2 ซอง คือเช้า 5,000 มก. และก่อนนอน 5,000 มก. แล้วค่อยลดลงมาเหลือวันละ 1 ซองเพื่อคงสภาพผิวค่ะ)

03

ระดับที่ 3 : โดส 5,000 – 10,000 มก./วัน + Type 2 (สำหรับผู้ที่มีอาการปวดข้อเข่า เข่าลั่น และเพิ่มมวลกระดูก)

งานวิจัยด้านข้อเข่าเสื่อมและงานวิจัยเพิ่มความหนาแน่นมวลกระดูกในผู้หญิงวัยทอง (König, 2018) ใช้โดสคอลลาเจนเปปไทด์ที่ 5,000–10,000 มก. ต่อวัน และหากเลือกสูตรที่มีคอลลาเจน Type 2 (ช่วยลดการอักเสบของกระดูกอ่อนข้อเข่า) ผสานอยู่กับคอลลาเจนไดเปปไทด์และวิตามินซีในซองเดียว ก็จะช่วยฟื้นฟูข้อเข่าได้ตรงจุดตั้งแต่โดส 5,000–10,000 มก. ต่อวันเช่นกันค่ะ

ส่วนที่ 3 • ตารางคำนวณโดสคอลลาเจนรายวัน

ตารางเช็กโดสคอลลาเจนไดเปปไทด์ตามช่วงวัยและปัญหาที่ต้องการฟื้นฟู

ตรวจสอบปริมาณมิลลิกรัมต่อวันที่เหมาะสมกับช่วงวัยและเป้าหมายสุขภาพของคุณได้จากตารางสรุปด้านล่างนี้ค่ะ :

กลุ่มเป้าหมาย / ปัญหาหลัก ปริมาณคอลลาเจนไดเปปไทด์ต่อวัน วิธีการแบ่งมื้อดื่มที่แนะนำ
วัย 20–29 ปี (เน้นผิวใส ฉ่ำน้ำ แต่งหน้าติดทน) 5,000 มก. / วัน ดื่มวันละ 1 ซอง (ตื่นนอนเช้า หรือ ก่อนนอน)
วัย 30–39 ปี (เริ่มมีริ้วรอยเล็กๆ ผิวพักผ่อนน้อย) 5,000 – 10,000 มก. / วัน ดื่มวันละ 1 ซอง (หรือบูสต์ 2 ซองในวันที่นอนดึก/ออกแดดจัด)
วัย 40–50+ (ริ้วรอยร่องลึก ผิวหย่อนคล้อย ผมบาง) 10,000 มก. / วัน (ช่วงบูสต์ 8 สัปดาห์แรก) แบ่งดื่มตื่นนอนเช้า 1 ซอง (5,000 มก.) + ก่อนนอน 1 ซอง (5,000 มก.)
ผู้ที่มีปัญหาปวดข้อเข่า เข่าลั่น หรือวัยทองกระดูกบาง 5,000 – 10,000 มก. / วัน (สูตรมี Type 2 + วิตซี) ดื่มวันละ 1–2 ซอง ตอนท้องว่างเช้าและก่อนนอนต่อเนื่อง 3–6 เดือน
เพดานสูงสุดที่ปลอดภัยตามเกณฑ์ อย. ไทย ✅ ไม่เกิน 10,000 มก. (10 กรัม) / วัน เป็นปริมาณที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้สูงสุดโดยไม่เป็นภาระไต
ส่วนที่ 4 • ข้อควรรู้เรื่องการกินคอลลาเจนเกินขนาดและจุดอิ่มตัว

คลายข้อสงสัย : 4 ความจริงถ้ากินคอลลาเจน “มากกว่า 10,000 มก. ต่อวัน” จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย?

บางคนใจร้อนอยากเห็นผลไวๆ จึงตั้งคำถามว่า ถ้าชงคอลลาเจนดื่มทีเดียววันละ 20,000–30,000 มก. ผิวจะเด้งเร็วขึ้น 3 เท่าไหม? ในทางสรีรวิทยาการดูดซึม มีข้อเท็จจริงที่คุณต้องทราบ 4 ประการ ดังนี้ค่ะ :

1. ประตูดูดซึม PEPT1 ที่ลำไส้เล็กมี “จุดอิ่มตัว (Saturation Point)” :
ตัวขนส่งเปปไทด์ PEPT1 บนผนังลำไส้เล็กมีขีดจำกัดในการลำเลียงต่อชั่วโมงค่ะ หากคุณอัดคอลลาเจนเข้าไปในมื้อเดียวเกินกว่า 10,000 มก. ประตูดูดซึมจะเกิดการจราจรติดขัดและรับไม่ทัน ดังนั้นหากต้องการทานวันละ 10,000 มก. การแบ่งดื่มมื้อละ 5,000 มก. (เช้า 1 ซอง และก่อนนอน 1 ซอง) จะดูดซึมได้ดีกว่าการเทชงรวมกันทีเดียว 2 ซองค่ะ

2. คอลลาเจนส่วนที่เกิน 10,000 มก./วัน จะถูกนำไปเผาผลาญเป็นพลังงานทั่วไป (สิ้นเปลืองเงินเปล่า) :
เซลล์ไฟโบรบลาสต์ในผิวหนังมีความสามารถในการผลิตเส้นใยคอลลาเจนต่อวันในอัตราที่จำกัด เมื่อได้รับคู่เปปไทด์ Pro-Hyp ที่ระดับ 5,000–10,000 มก. เซลล์ก็ทำงานเต็ม 100% ของกำลังการผลิตแล้ว “ส่วนที่กินเกินกว่านั้นร่างกายจะนำไปสลายเป็นพลังงานหรือขับออกทางปัสสาวะในรูปยูเรีย” ทำให้เปลืองคอลลาเจนโดยไม่ได้ผลลัพธ์เพิ่มขึ้นค่ะ

3. มาตรฐาน อย. ไทย กำหนดปริมาณแนะนำของคอลลาเจนไว้ที่ไม่เกิน 10,000 มก. ต่อวัน :
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ทบทวนข้อมูลความปลอดภัยทางพิษวิทยาและกำหนดให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจนมีขนาดรับประทานได้ไม่เกิน 10,000 มก. (10 กรัม) ต่อวัน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ปลอดภัยสูงสุดต่อการทำงานของตับและไตเมื่อรับประทานต่อเนื่องในระยะยาว

4. ระวัง “น้ำหนักผงรวมหน้ากล่อง” หลอกตา ต้องดูปริมาณเนื้อคอลลาเจนแท้ด้านหลังซอง :
บางแบรนด์โฆษณาหน้ากล่องตัวใหญ่ว่า "15,000 มก. ต่อซอง" แต่เมื่อพลิกอ่านตารางส่วนประกอบด้านหลัง กลับมีเนื้อคอลลาเจนจริงๆ แค่ 3,000 มก. ส่วนอีก 12,000 มก. ที่เหลือคือผงครีมเทียม น้ำตาลฟรุกโตส และแป้งมอลโทเดกซ์ทริน! จึงต้องเช็กปริมาณมิลลิกรัมของเนื้อคอลลาเจนไดเปปไทด์แท้ในตารางส่วนประกอบเสมอค่ะ

ส่วนที่ 5 • เทคนิคการปรับโดสให้คุ้มค่าและเห็นผลไว

เคล็ดลับการวางแผนโดสคอลลาเจนแบบมืออาชีพ : 3 ขั้นตอนปรับการกินให้เห็นผลและประหยัดงบ

เพื่อให้คุณได้รับผลลัพธ์ผิวเด้งตึงและข้อเข่าแข็งแรงอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องจ่ายเงินเกินความจำเป็น แนะนำให้ใช้กลยุทธ์การปรับโดส 3 ขั้นตอน ดังนี้ค่ะ :

เทคนิคปฏิบัติ • ข้อที่ 1 ใช้เทคนิค “Loading Phase (บูสต์ช่วงแรก)” 10,000 มก./วัน ใน 4 สัปดาห์แรกสำหรับคนผิวโทรมจัด :

หากคุณไม่เคยทานคอลลาเจนมาก่อนเลยและมีปัญหาผิวแห้งเหี่ยวหรือปวดเข่าชัดเจน ในเดือนแรกสามารถดื่มแบบบูสต์เร่งด่วนวันละ 2 ซอง (ตื่นนอนเช้า 1 ซอง และก่อนนอน 1 ซอง รวม 10,000 มก.) เพื่อเติมคลังคู่เปปไทด์ Pro-Hyp ในชั้นหนังแท้ให้เต็มอย่างรวดเร็ว

เทคนิคปฏิบัติ • ข้อที่ 2 ปรับเข้าสู่ “Maintenance Phase (รักษาระดับ)” วันละ 5,000 มก. (1 ซอง) ต่อเนื่องระยะยาว :

เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 2 เป็นต้นไป หลังจากที่ผิวเริ่มอิ่มน้ำ เนียนนุ่ม และอาการปวดเข่าทุเลาลงแล้ว คุณสามารถปรับลดลงมาดื่มเพียงวันละ 1 ซอง (5,000 มก.) ทุกวันเพื่อรักษาระดับความหนาแน่นของคอลลาเจนใต้ผิวได้อย่างยั่งยืนและประหยัดค่าใช้จ่ายลงครึ่งหนึ่งค่ะ

เทคนิคปฏิบัติ • ข้อที่ 3 เลือกสูตรที่มี Cofactor วิตามินซีและเซราไมด์ในซองเดียว สูตร Sugar 0% :

คอลลาเจนไดเปปไทด์ 5,000 มก. ที่มี วิตามินซีธรรมชาติและเซราไมด์จากข้าว ช่วยเสริมฤทธิ์ จะให้ผลลัพธ์ต่อผิวดีกว่าการกินคอลลาเจนเพียวๆ 10,000 มก. ที่ขาดวิตามินซีมาช่วยมัดเกลียวเส้นใย และต้องยึดหลัก Sugar 0% เสมอเพื่อไม่ให้น้ำตาลมาทำลายคอลลาเจนที่คุณตั้งใจเติมเข้าไปค่ะ

ส่วนที่ 6 • สรุปสาระสำคัญสำหรับผู้บริโภค

บทสรุปส่งท้าย : ดื่มคอลลาเจนไดเปปไทด์วันละ 5,000–10,000 มก. คือตัวเลขมหัศจรรย์ที่งานวิจัยระดับโลกรับรอง

OPTIMAL COLLAGEN DOSAGE SUMMARY SHEET

สรุปคำตอบ : กินคอลลาเจนวันละกี่มิลลิกรัมถึงเห็นผลจริง?

✓ อิงหลักวิทยาศาสตร์เซลล์
โดสบำรุงผิวใสและชุ่มชื้น :
วันละ 5,000 มก. (5 กรัม / 1 ซอง) เพียงพอต่อการกระตุ้นไฮยาลูรอนิกและคอลลาเจนใต้ผิว
โดสลดริ้วรอยลึกและแก้ปวดเข่า :
วันละ 5,000 – 10,000 มก. (แบ่งดื่มเช้า 1 ซอง และก่อนนอน 1 ซอง ในช่วงบูสต์ฟื้นฟู)
ข้อควรระวังเรื่องขนาดโดส :
ไม่ควรกินน้อยกว่า 2,500 มก. (ไม่ถึงเกณฑ์ปลุกเซลล์) และไม่เกิน 10,000 มก./วัน (เกินจุดอิ่มตัวการดูดซึม)
ข้อสรุปส่งท้าย : การทานคอลลาเจนให้เห็นผลจริงไม่ใช่เรื่องของการเดาสุ่ม แต่คือการป้อนปริมาณมิลลิกรัมให้ถึงเกณฑ์ทางคลินิกที่เซลล์ไฟโบรบลาสต์และข้อต่อต้องการ การเลือกรับประทาน คอลลาเจนไดเปปไทด์ขนาด ~200 ดาลตัน สูตร Sugar 0% ในปริมาณวันละ 5,000–10,000 มก. ร่วมกับวิตามินซี อย่างสม่ำเสมอทุกวัน จึงเป็นจุดสมดุลที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งในแง่ประสิทธิภาพการดูดซึม ความปลอดภัยต่อร่างกาย และความคุ้มค่าต่อเงินทุกบาทของคุณค่ะ

📚 แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิง (Scientific References) :

  1. Shigemura, Y., et al. (2014) : Dose-dependent changes in the levels of free and peptide forms of hydroxyproline in human plasma after collagen hydrolysate ingestion. Food Chemistry, 159, 328-332.
  2. Choi, F. D., et al. (2019) : Oral collagen supplementation: a systematic review of dermatological applications. Journal of Drugs in Dermatology, 18(1), 9-16.
  3. Proksch, E., et al. (2014) : Oral supplementation of specific collagen peptides has beneficial effects on human skin physiology: a double-blind, placebo-controlled study. Skin Pharmacology and Physiology, 27(1), 47-55.
Scroll to Top