✨ รู้ลึกเรื่องคอลลาเจนและวิธีอ่านฉลากโภชนาการ อ้างอิงงานวิจัยระดับสากล

คอลลาเจนใส่สีชมพูฟรุ้งฟริ้ง vs คอลลาเจนผงสีขาวบริสุทธิ์ : ผ่าความจริง “สีสังเคราะห์และสีพาสเทลขุ่น” ส่งผลเสียต่อร่างกายไหม?

เวลาที่เราเลื่อนดูรีวิวชงคอลลาเจนในโซเชียลมีเดีย เรามักเห็นภาพการเทผงคอลลาเจนลงในแก้วน้ำแล้วกลายเป็น "น้ำสีชมพูพาสเทลทึบๆ เหมือนนมชมพู หรือสีชมพูบานเย็นสดใสฟรุ้งฟริ้ง" บางแบรนด์ถึงขั้นใส่ผงกากเพชรวิบวับลงไปเพื่อให้ถ่ายรูปและถ่ายคลิปออกมาดูสวยงามน่าดื่ม! จนทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าคอลลาเจนบำรุงผิวที่ดีต้องมีสีชมพูเข้มๆ และเกิดคำถามสำคัญว่า “ตามธรรมชาติแล้วผงคอลลาเจนแท้มีสีอะไรกันแน่ และสีชมพูพาสเทลสดใสที่เราเห็นในแก้วคอลลาเจนมาจากสารสกัดผลไม้จริง หรือมาจากสีเคมีสังเคราะห์ที่เสี่ยงต่อการสะสมในร่างกาย?” ในทางเคมีอาหารและพิษวิทยา (Food Toxicology) เนื้อคอลลาเจนไดเปปไทด์บริสุทธิ์ 100% จะเป็นผงเกล็ดสีขาวนวล เมื่อละลายน้ำจะได้น้ำใสสะอาดค่ะ ส่วนคอลลาเจนที่ผสานสารสกัดเบอร์รีและอะเซโรลาเชอร์รีธรรมชาติแท้ เมื่อชงแล้วจะได้น้ำ “สีชมพูอมส้มใสๆ อ่อนละมุน” เท่านั้น แต่หากยี่ห้อไหนชงออกมาแล้วเป็นสีชมพูบานเย็นจัดจ้าน หรือขุ่นทึบเป็นสีพาสเทลเหมือนนมสตรอว์เบอร์รี แปลว่ามีการเติม “สีผสมอาหารสังเคราะห์กลุ่ม Azo Dyes (เช่น INS 122, INS 124) และครีมเทียม/ไทเทเนียมไดออกไซด์” ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อผิวเลยและยังเพิ่มภาระให้ตับไตต้องขับทิ้งทุกวัน บทความนี้จะพาคุณมาแยกแยะสีธรรมชาติกับสีเคมีอย่างละเอียดค่ะ

รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ Guru Collagen อ้างอิงงานวิจัยพิษวิทยาวัตถุเจือปนอาหารและเคมีสารสีธรรมชาติ (Food Additives Toxicology & Natural Pigment Chemistry)
คู่มือมาตรฐานผู้บริโภค
สรุปประเด็นสำคัญใน 1 นาที (Key Takeaways)
  • ✓
    คอลลาเจนไดเปปไทด์แท้คือ “ผงสีขาวบริสุทธิ์ ละลายน้ำใส” : ตัวโปรตีนคอลลาเจนที่ผ่านการกรองระดับนาโนจากญี่ปุ่นจะมีสีขาวสะอาด เมื่อละลายในน้ำเปล่าจะได้สารละลายที่ใสกิ๊งเหมือนน้ำเปล่า หากผงมีสีเหลืองคล้ำแปลว่ามีการออกซิไดซ์หรือกรองไม่บริสุทธิ์
  • ✓
    แยกให้ออกระหว่าง “สีชมพูใสจากเบอร์รีธรรมชาติ” vs “สีชมพูพาสเทลขุ่นจากเคมี” : สารสกัดอะเซโรลาเชอร์รีและเบอร์รีแท้จะให้สีชมพูระเรื่อแบบโปร่งใส (Translucent) แต่สีชมพูพาสเทลทึบแสงเหมือนนมเย็น เกิดจากการใส่ครีมเทียมผสมกับสีสังเคราะห์เคมี (เช่น Carmoisine INS 122 หรือ Ponceau 4R INS 124)
  • ✓
    สีสังเคราะห์ไม่มีประโยชน์ต่อผิว แถมเพิ่มภาระตับไต : ร่างกายไม่สามารถนำสีเคมีสังเคราะห์ไปใช้ประโยชน์ได้เลย ตับและไตต้องทำหน้าที่ฟอกและขับสีเคมีเหล่านี้ออกทุกวัน และในบางรายอาจกระตุ้นอาการแพ้ผื่นคันหรือสิวผดได้
ส่วนที่ 1 • ผ่าความจริงของสีในผลิตภัณฑ์คอลลาเจน

ทำไมบางแบรนด์ต้องใส่ “สีชมพูสังเคราะห์และสารทำขุ่น” ลงในคอลลาเจน? เปิด 4 เบื้องหลังการตลาด

ในทางจิตวิทยาการตลาดผู้บริโภค สีชมพูเป็นสีที่สื่อถึงความงาม ผิวอมชมพู และความอ่อนเยาว์ ทำให้ผู้ผลิตบางรายพยายามปรุงแต่งให้น้ำคอลลาเจนมีสีชมพูสดใสสะดุดตาเวลาไลฟ์สดขายของ โดยมีเบื้องหลังทางเคมีอาหาร 4 ประการ ที่ผู้บริโภคต้องรู้เท่าทันดังนี้ค่ะ :

• 1. คอลลาเจนไดเปปไทด์บริสุทธิ์ 100% ตามธรรมชาติมี “สีขาวสะอาด” : โปร่งใสไร้สี 100% Clear Peptide
เกล็ดผงคอลลาเจนไดเปปไทด์แท้ที่สกัดด้วยเทคโนโลยีเอนไซม์จากประเทศญี่ปุ่นจะมีสีขาวบริสุทธิ์ และเมื่อเทลงในน้ำจะละลายกลายเป็นน้ำใสสะอาดไม่มีสีค่ะ ดังนั้นหากเป็นคอลลาเจนเพียว หรือคอลลาเจนที่ผสมเซราไมด์จากข้าวและคอลลาเจน Type 2 ผงที่ได้ก็จะเป็นสีขาวบริสุทธิ์ล้วนๆ

• 2. สีธรรมชาติจากสารสกัดเบอร์รีและบีทรูท จะให้ความ “ใสระเรื่อ (Translucent)” ไม่ขุ่นทึบ : สารสี Anthocyanins & Betanin
ในกรณีที่เป็นคอลลาเจนสูตรผสมวิตามินซีธรรมชาติจากอะเซโรลาเชอร์รี สตรอว์เบอร์รี แครนเบอร์รี หรือผงบีทรูทสกัด สารแอนโทไซยานินจากผลไม้แท้เมื่อละลายในน้ำ 200 มล. จะให้ **"น้ำสีชมพูอ่อนๆ หรือสีชมพูอมส้มที่โปร่งใส มองทะลุแก้วได้"** และสีผลไม้ธรรมชาติจะไม่ติดลิ้นหรือติดขอบแก้วเป็นคราบสีแปร๋นเหมือนสีเคมีค่ะ

• 3. ความลับของ “น้ำคอลลาเจนสีชมพูพาสเทลขุ่นเหมือนนม” คือครีมเทียมและสารฟอกขาวทึบแสง : ตัวการแฝง Creamer & Titanium Dioxide
เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมบางยี่ห้อชงกับน้ำเปล่าแต่ได้น้ำสีชมพูพาสเทลขุ่นทึบเหมือนใส่นม? ความจริงคือสีธรรมชาติไม่มีทางทำให้เกิดสีพาสเทลทึบแสงได้ค่ะ! แต่โรงงานต้องใส่ "ครีมเทียม (Non-Dairy Creamer)" หรือสารทึบแสงอย่างไทเทเนียมไดออกไซด์ (INS 171) ลงไปทำให้น้ำขาวขุ่นก่อน แล้วจึงหยดสีแดง/สีชมพูสังเคราะห์ตามลงไปเพื่อให้กลายเป็นสีชมพูพาสเทลหลอกตาผู้บริโภค

• 4. การใช้สีเคมีสังเคราะห์กลุ่ม Azo Dyes เพื่อประหยัดต้นทุนสารสกัดผลไม้จริง : ต้นทุนถูกกว่า หลายร้อยเท่า
สารสกัดผลไม้ตระกูลเบอร์รีแท้มีราคาสูงมาก โรงงานที่เน้นลดต้นทุนจึงใส่ผงผลไม้ลงไปแค่ 0.01% พอให้มีชื่อบนฉลาก แล้วใช้สีสังเคราะห์เคมี เช่น **คาร์มอยซีน (Carmoisine : INS 122), ปองโซ 4อาร์ (Ponceau 4R : INS 124) หรือ อัลลูราเรด (Allura Red : INS 129)** เพียงไม่กี่มิลลิกรัมมาย้อมให้น้ำคอลลาเจนมีสีชมพูสดใสแทนค่ะ

🧪
ข้อมูลอ้างอิงจากหน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งสหภาพยุโรป (EFSA Panel on Food Additives)

"สีผสมอาหารสังเคราะห์กลุ่ม Azo Dyes (เช่น INS 122 Carmoisine และ INS 124 Ponceau 4R) ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการใดๆ ต่อร่างกายมนุษย์ และต้องถูกย่อยสลายผ่านกระบวนการ Azoreduction ที่ตับและลำไส้ก่อนขับออกทางไต อีกทั้งยังอาจกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิแพ้เทียม (Pseudo-allergic reactions) และผื่นลมพิษในผู้ที่มีความไวต่อสารเคมี"

ส่วนที่ 2 • ผลกระทบของสีสังเคราะห์และสารทำขุ่นต่อร่างกาย

3 เหตุผลทางการแพทย์ : ทำไมคนรักสุขภาพไม่ควรดื่มคอลลาเจนที่ใส่ “สีสังเคราะห์และครีมเทียมพาสเทล” ทุกวัน?

การดื่มน้ำหวานใส่สีสังเคราะห์นานๆ ครั้งอาจไม่เห็นผลกระทบชัดเจน แต่สำหรับคอลลาเจนที่เราตั้งใจดื่มเข้าสู่ร่างกาย **"ทุกวันตอนท้องว่างติดต่อกันเป็นปี"** การรับสีเคมีสังเคราะห์เข้าไปทุกวันส่งผลเสียใน 3 มิติหลัก ดังนี้ค่ะ :

01

ผลกระทบที่ 1 : เพิ่มภาระให้ตับและไตต้องคอยฟอกกำจัดสารเคมีสังเคราะห์ทุกวัน

สีผสมอาหารสังเคราะห์ส่วนใหญ่สังเคราะห์ขึ้นจากปิโตรเคมี (Coal-tar derivatives) เมื่อดื่มตอนท้องว่าง สีเคมีจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและต้องถูกส่งไปให้ตับทำลายพันธะเคมีแล้วขับออกทางหน่วยกรองของไต เป็นการเพิ่มงานที่ไม่จำเป็นให้กับตับและไตในทุกๆ เช้าโดยไม่ได้ประโยชน์ต่อผิวพรรณเลยแม้แต่น้อย

02

ผลกระทบที่ 2 : กระตุ้นการหลั่งสารฮิสตามีน ก่อให้เกิดผื่นคัน ลมพิษ และสิวผดในคนผิวแพ้ง่าย

งานวิจัยทางภูมิแพ้คลินิกพบว่า สีสังเคราะห์กลุ่ม Azo Dyes (โดยเฉพาะสีแดงและสีชมพูสังเคราะห์ INS 122, 124) สามารถกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิด Mast Cells ให้หลั่งสารฮิสตามีนออกมาได้ ทำให้ผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายเกิดอาการคันยุบยิบตามผิวหนัง ผื่นขึ้น หรือสิวผดเห่อขึ้นหน้าหลังดื่มคอลลาเจน (ซึ่งไม่ได้แพ้คอลลาเจน แต่แพ้สีสังเคราะห์ที่ใส่มาในซองค่ะ!)

03

ผลกระทบที่ 3 : ได้รับไขมันอิ่มตัวและแคลอรีแฝงจากสารทำขุ่นสีพาสเทล

ในคอลลาเจนที่ชงแล้วเป็นสีชมพูพาสเทลขุ่นๆ ครีมเทียมที่ใส่ลงไปเพื่อให้เกิดสีพาสเทลจะเข้าไปเพิ่มแคลอรีและไขมันในเลือด รวมถึงขัดขวางการดูดซึมของคู่เปปไทด์ Pro-Hyp ที่ลำไส้เล็ก ทำให้คอลลาเจนดูดซึมช้าลงและเสี่ยงต่อน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นค่ะ

ส่วนที่ 3 • ตารางเปรียบเทียบลักษณะสีของคอลลาเจนทั้ง 3 แบบ

ตารางเปรียบเทียบ : คอลลาเจนผงสีขาวบริสุทธิ์ vs คอลลาเจนสีผลไม้สกัดธรรมชาติ vs คอลลาเจนใส่สีเคมีสังเคราะห์

เพื่อให้คุณแยกแยะได้ด้วยตาเปล่าเวลาชงคอลลาเจนดื่มที่บ้าน ลองเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้ง 3 รูปแบบในตารางนี้ค่ะ :

เกณฑ์การสังเกต 1. ผงสีขาวบริสุทธิ์ (Pure White Dipeptide) 2. ผงผสมสารสกัดเบอร์รีธรรมชาติแท้ (Natural Extracts) 3. ผงใส่สีเคมีสังเคราะห์ / ครีมเทียมพาสเทล (Artificial Color)
ลักษณะของผงในซอง เกล็ดผงสีขาวนวลสะอาดสม่ำเสมอ ผงสีขาวของคอลลาเจน ผสานเกล็ดสีชมพูอ่อนจากผลไม้สกัด ผงสีชมพูเข้มจัด หรือมีผงครีมเทียมปนอยู่จำนวนมาก
สีและความใสเมื่อละลายน้ำ ใสกิ๊งไร้สีเหมือนน้ำเปล่า 100% สีชมพูอมส้มระเรื่อแบบโปร่งใส (มองทะลุแก้วได้) สีชมพูบานเย็นแปร๋น หรือสีชมพูพาสเทลขุ่นทึบเหมือนนมเย็น
การติดสีที่ลิ้นและขอบแก้ว ไม่ติดสีใดๆ เลย ไม่ติดสีที่ลิ้น ล้างแก้วออกง่ายด้วยน้ำเปล่า สีเคมีติดลิ้นเป็นสีชมพู และทิ้งคราบสี/คราบมันติดขอบแก้ว
คุณค่าทางโภชนเภสัชศาสตร์ ได้คอลลาเจนไดเปปไทด์บริสุทธิ์ 100% ได้ทั้งไดเปปไทด์ + วิตามินซีและโพลีฟีนอลจากผลไม้แท้ ได้สารเคมีสังเคราะห์ (INS 122/124) ที่ร่างกายต้องขับทิ้ง
คำแนะนำสำหรับผู้บริโภค ✅ ปลอดภัยไร้สารตกค้าง 100% ✅ ดีเยี่ยมและปลอดภัย อร่อยสดชื่นจากสารสกัดธรรมชาติ ❌ ควรหลีกเลี่ยง เสี่ยงแพ้สีเคมีและเพิ่มภาระตับไต
ส่วนที่ 4 • วิธีอ่านฉลากจับผิดสีสังเคราะห์และสารเคมีแต่งสี

เช็กรหัส INS บนหลังกล่อง : 4 รหัสสีสังเคราะห์และสารทึบแสงที่พบบ่อยในคอลลาเจนตามท้องตลาด

ตามกฎหมายของ อย. หากผลิตภัณฑ์ใดมีการใส่สีผสมอาหารสังเคราะห์ จะต้องระบุคำว่า **"สีสังเคราะห์ (Artificial Color)"** ตามด้วยรหัสตัวเลขสากล (INS Number) ไว้ที่ด้านหลังกล่องเสมอ โดยรหัสที่คุณควรระวังมี 4 ตัวหลัก ดังนี้ค่ะ :

1. รหัส INS 122 (Carmoisine / Azorubine) และ INS 124 (Ponceau 4R) :
นี่คือสีแดงและสีชมพูสังเคราะห์กลุ่ม Azo Dyes ที่นิยมใส่ในคอลลาเจนราคาถูกมากที่สุดเพื่อให้ได้น้ำสีชมพูสดใส ในสหภาพยุโรป (EU) มีข้อกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีสีกลุ่มนี้ต้องติดคำเตือนเรื่องผลกระทบต่อสมาธิในเด็ก และเป็นสารที่ผู้มีประวัติแพ้ง่ายควรหลีกเลี่ยงในการรับประทานต่อเนื่องทุกวันค่ะ

2. รหัส INS 129 (Allura Red AC) และ INS 127 (Erythrosine) :
สีแดงสังเคราะห์อีกกลุ่มหนึ่งที่มักนำมาผสมเพื่อให้ได้โทนสีชมพูสตรอว์เบอร์รีหรือสีพีช ซึ่งไม่มีคุณค่าทางอาหารใดๆ เป็นเพียงการย้อมสีน้ำให้ดูคล้ายน้ำผลไม้เข้มข้นเท่านั้น

3. รหัส INS 171 (Titanium Dioxide - ไทเทเนียมไดออกไซด์) และผงกากเพชร (Mica/Glitter) :
บางแบรนด์ใส่สารไทเทเนียมไดออกไซด์เพื่อให้ผงและน้ำคอลลาเจนดูขาวขุ่นพาสเทล หรือใส่ผงไมก้ากากเพชรเพื่อให้น้ำดูวิบวับเวลาคนในแก้ว “ทั้งที่ในปี 2022 หน่วยงานความปลอดภัยอาหารแห่งยุโรป (EFSA) ได้ประกาศแบนการใช้ Titanium Dioxide (E171) ในอาหารแล้วเนื่องจากกังวลเรื่องการสะสมของอนุภาคนาโนในร่างกาย!”

4. ต่างจากสีธรรมชาติ 100% ที่มาจาก “Acerola Cherry, Berry Extracts หรือ Beetroot Red (INS 162)” :
แบรนด์คอลลาเจนเกรดพรีเมียมที่ใส่ใจสุขภาพผู้บริโภค จะไม่ใช้สีสังเคราะห์เคมีเลยค่ะ แต่สีชมพูระเรื่ออ่อนๆ ที่เกิดขึ้นในแก้วจะมาจากสีธรรมชาติของผงสกัดอะเซโรลาเชอร์รี เบอร์รีสกัด หรือบีทรูทสกัดธรรมชาติ ซึ่งให้สารต้านอนุมูลอิสระกลุ่ม Betalains และ Anthocyanins ที่ช่วยบำรุงผิวไปในตัวค่ะ

ส่วนที่ 5 • เคล็ดลับการเลือกคอลลาเจนที่สะอาดบริสุทธิ์ไร้สีเคมี

3 เทคนิคเลือกซื้อคอลลาเจนสายคลีน (Clean Label) : สวยใสปลอดภัยไม่สะสมเคมีในตับไต

เพื่อให้การดื่มคอลลาเจนทุกวันของคุณเป็นการเติมเต็มเฉพาะสารอาหารบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกาย แนะนำให้คัดเลือกตาม 3 เทคนิคสำคัญ ดังนี้ค่ะ :

เทคนิคปฏิบัติ • ข้อที่ 1 เลือกคอลลาเจนที่ชงแล้วได้ “น้ำใส (Clear Solution)” ไม่ขุ่นทึบเป็นสีพาสเทลและไม่มีกากเพชร :

จำไว้เสมอว่าความใสของน้ำคอลลาเจนคือเครื่องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของไดเปปไทด์ ~200 ดาลตันและการปราศจากครีมเทียม ไม่ว่าจะเป็นแบบไร้สีหรือแบบมีสีชมพูอ่อนระเรื่อจากเบอร์รีสกัด น้ำจะต้องโปร่งใสมองทะลุแก้วได้เสมอค่ะ

เทคนิคปฏิบัติ • ข้อที่ 2 พลิกอ่านฉลากด้านหลัง ต้องปราศจากสีสังเคราะห์ (No Artificial Colors) และไร้สารกันเสีย :

ตรวจสอบบรรทัดข้อมูลวัตถุเจือปนอาหารหลังกล่อง เลือกแบรนด์ที่ใช้เฉพาะสีและรสชาติจากสารสกัดผลไม้ธรรมชาติแท้ ไม่ใส่สีเคมีสังเคราะห์กลุ่ม INS 122 / INS 124 และไม่ใส่วัตถุกันเสีย เพื่อลดภาระการทำงานของตับและไตให้เป็นศูนย์

เทคนิคปฏิบัติ • ข้อที่ 3 ยึดมาตรฐาน “Sugar 0% และ Fat 0%” ที่ผสานวิตามินซีและเซราไมด์ครบโดส :

เลือกคอลลาเจนไดเปปไทด์เกรดพรีเมียมญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ทางคลินิกมากกว่าสีสันฟรุ้งฟริ้งทางการตลาด โดยผสานวิตามินซีธรรมชาติ เซราไมด์จากข้าว และคอลลาเจน Type 2 ในสูตร ปราศจากน้ำตาล (Sugar 0%) เพื่อผิวที่สวยใสสุขภาพดีจากภายในอย่างแท้จริงค่ะ

ส่วนที่ 6 • สรุปสาระสำคัญสำหรับผู้บริโภค

บทสรุปส่งท้าย : เลือกความใสบริสุทธิ์จากธรรมชาติ แทนสีชมพูสังเคราะห์ เพื่อสุขภาพผิวและร่างกายที่ยั่งยืน

PURE COLLAGEN VS ARTIFICIAL COLORING SHEET

สรุปคำตอบ : คอลลาเจนผงสีขาวบริสุทธิ์ vs ผสมสีชมพูสังเคราะห์?

✓ มาตรฐานผู้บริโภคยุคใหม่
สีของคอลลาเจนแท้ธรรมชาติ :
ผงสีขาวนวลบริสุทธิ์ ละลายน้ำใส (หรือมีสีชมพูอ่อนโปร่งใสระเรื่อหากผสานสารสกัดเบอร์รีธรรมชาติแท้)
อันตรายของสีชมพูพาสเทลขุ่น :
เกิดจากสีเคมีสังเคราะห์ (INS 122/124) ผสมครีมเทียม เสี่ยงแพ้ผื่นคัน สิวผด และเพิ่มภาระตับไต
เกณฑ์การเลือกที่ปลอดภัยที่สุด :
เลือกคอลลาเจนไดเปปไทด์ญี่ปุ่นที่ละลายน้ำใส ปราศจากสีสังเคราะห์ ครีมเทียม และน้ำตาล (Sugar 0%)
ข้อสรุปส่งท้าย : ความสวยงามของสีน้ำในแก้วเวลาถ่ายรูป ไม่ได้ช่วยให้ผิวของคุณสวยขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่ความบริสุทธิ์ของโมเลกุลสารอาหารต่างหากที่เซลล์ผิวของคุณต้องการ การเลือกรับประทาน คอลลาเจนไดเปปไทด์เกรดพรีเมียมญี่ปุ่น สูตร Sugar 0% และ Fat 0% ที่สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากสีเคมีสังเคราะห์และครีมเทียม จะช่วยให้คุณได้รับเฉพาะคู่เปปไทด์ Pro-Hyp วิตามินซีธรรมชาติ และเซราไมด์เข้าสู่ชั้นผิวอย่างเต็มเปี่ยม ปลอดภัยไร้สารเคมีตกค้างแม้ดื่มต่อเนื่องทุกวันค่ะ

📚 แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิง (Scientific References) :

  1. EFSA Panel on Food Additives and Nutrient Sources added to Food (ANS). (2009) : Scientific Opinion on the re-evaluation of Azorubine/Carmoisine (E 122) and Ponceau 4R (E 124) as food additives. EFSA Journal, 7(11), 1332.
  2. Oplatowska-Stachowiak, M., & Elliott, C. T. (2017) : Food colors: Existing and emerging food safety concerns. Critical Reviews in Food Science and Nutrition, 57(3), 524-548.
  3. Younes, M., et al. (2021) : Safety assessment of titanium dioxide (E171) as a food additive. EFSA Journal, 19(5), e06585.
Scroll to Top